วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

Dislike กับ Unlike ต่างกันยังไง

สวัสดีค่ะ เป็นประจำของทุกวัน เวลา 11.00 โมงเช้าแบบนี้ ที่เราจะมาเข้ามาเจอกันที่นี่ บล๊อกนี้ English by @sukanda_Naka เชื่อว่าตอนนี้ทุกคนคงพร้อมที่จะเติมสิ่งใหม่ๆ ลงไปในสมองอันปราดเปรื่องกันแล้วนะคะ สำหรับบทเรียนภาษาอังกฤษที่จะนำมาอัพเดทในกันวันนี้ก็เป็นประโยคสั้นๆ ง่ายๆ จิ๊บๆ ไม่ต้องจำเยอะ ตามไสตล์ @sukanda_Naka ......

วันนี้จะนำเสนอคำศัพท์เพื่อเเยกความเเตกต่างในการใช้มาเล่าให้ฟังค่ะ.....

Dislike กับ Unlike ต่างกันยังไง?

Dislike แปลว่าไม่ชอบ

Unlike ก็คือ ตอนเเรกชอบ เเต่ตอนหลังเปลี่ยนใจมาเป็นไม่ชอบเเล้ว


Store กับ Shop ต่างกันยังไง

Store แปลว่า ร้านค้า

Shop แปลว่า ร้านค้า

เเต่ที่เเตกต่างกันก็คือ Store จะมีขนาดใหญ่กว่า Shop ค่ะ

Realise กับ Realize ต่างกันอย่างไร
Realise เเปลว่า ตระหนัก

Realize เเปลว่า ตระหนัก

Realise คือเเบบของบริติช ส่วน Realize คือเเบบของอเมริกัน


You guys, You lot และ You all ต่างกันอย่างไร

You guys (US ทั่วไป) เเปลว่า พวกคุณ

You lot (UK) เเปลว่า พวกคุณ

You all (Southern US) เเปลว่า พวกคุณ






วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

คุณหลงตัวเอง ภาษาอังกฤษ

วันนี้ Blog English by @Sukanda_Naka ขอนำเสนอประโยคภาษาอังกฤษ คำว่า "คุณหลงตัวเอง" นะคะ พอดีไปเจอประโยคนี้ใน Twitter ของ Ajarn Adarm Bradshaw มา เนื่องจากติดตามอ่าน Twitter ของอาจารย์อยู่ค่ะ ก็เลยนำมาฝากแฟนๆ ชาว blog ซะเลย

เอาล่ะค่ะ ประโยคที่ว่า "คุณหลงตัวเอง" ภาษาอังกฤษเนี่ย เขาพูดกันยังไงตามมาดูเลยค่ะ
You're so into yourself
You're so vain.
You're so egotistical.
You're in love with yourself.

ลองเอาไปใช้กันดูนะคะ รับรองว่าเป๊ะทุกประโยคค่ะ (ถ้าจะให้เป๊ะแบบเว่อร์วังแล้วล่ะก็ ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวเล็กน้อยด้วยการออกเสียงสำเนียงฝรั่งให้ได้ค่ะ) เอาล่ะค่ะสำหรับวันนี้ก็ขอจบบทความไว้เพียงเท่านี้นะคะ ไว้เจอกันในบทความหน้า พรุ่งนี้ เวลา 11.00 น. นะคะ สำหรับแฟนๆ blogหรือเพื่อนๆ ที่เข้ามาดู blog English by @sukanda_Naka ร่วมกันกด Like กด Share Facebook fan page ให้ด้วยนะคะ



วันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คำศัพท์เกี่ยวกับอาชีพต่างๆ ตอนที่ 2


Politician = นักการเมือง (Politics = การเมือง)

Civil servant = ข้าราชการ (ผู้ให้บริการ)

Government official = ข้าราชการ

Government officer = ข้าราชการ

Prime minister = นายกรัฐมนตรี

Deputy Prime minister = รองนายกรัฐมนตรี

President = ประธานาธิบดี, ประธานบริษัท

Vice president = รองประธานาธิบดี, รองประธานบริษัท

Chief executive officer (CEO) = หัวหน้าผู้บริหาร

Chairman = ประธานบริษัท

Member of parliament = สมาชิกผู้เเทนราษฎร (ส.ส.)

senator = สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

Governor = ผู้ว่าราชการจังหวัด

Doctor, Physician = หมอ (See the doctor ไปหาหมอ)

Dentist = หมอฟัน (See the dentist ไปหาหมอฟัน)

Orthodontist = ทันตเเพทย์จัดฟัน

Psychologist = นักจิตวิทยา

Psychiatrist = จิตเเพทย์

Pediatrician = กุมารเเพทย์ (หมอเด็ก)

Surgeon = ศัลยเเพทย์ (หมอผ่าตัด) (Surgery = การผ่าตัด)

Veterinarian = สัตวเเพทย์

Pharmacist = เภสัชกร

Fortune teller = หมอดู (ทั่วไป)

Astrologer = หมอดู (ดวงดาว, นักพยากร)

astronaut = นักบินอาวกาศ

Athlete = นักกีฬา

athletics = กีฬาประเภทลู่เเละลาน

(Professional = มืออาชีพ,amateur = มือสมัครเล่น)

Wrestler = นักมวยปล้ำ

Boxer = นักมวย

Footballer = นักฟุตบอล

Golfer = นักกอล์ฟ

Swimmer = นักว่ายน้ำ

Baseball player = นักเบสบอล

Hockey player = นักฮอกกี้

Musician = นักดนตรี

Singer = นักร้อง

Drummer = มือกลอง

Drum major = ดรัมเมเยอร์ (ผู้นำวงโยธวาธิต)

Guitarist = มือกีต้าร์

Bassist = มือเบส

Pianist= นักเปียโน

News reporter = ผู้รายงานข่าว

Anchor = ผู้ประกาศข่าว

Journalist = ผู้สื่อข่าว (หาข่าว, เขียนข่าว)

Receptionist = พนักงานต้อนรับ

Bellboy = พนักงานยกกระเป๋าในโรงเเรม

Concierge = พนักงานต้นรับ (อยู่บริเวณประตูโรงเเรม)

Farmer = ชาวนา

Fisherman = ชาวประมง

Baker = คนทำขนมปัง

Butcher = คนขายเนื้อสัตว์

Fashion model, Mannequin = นางเเบบ


วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

คำศัพท์เกี่ยวกับอาชีพต่างๆ ตอนที่ 1

Teacher = ครู

Professor = อาจารย์

Speaker = วิทยากร, นักพูด

Trainer = ผู้ฝึกสอน (คำนี้อย่าเผลอเติม S (Trainers) เข้าไปนะคะ เพราะมันจะเเปลว่า รองเท้าผ้าใบ)

Actor = นักเเสดงชาย

Actress = นักเเสดงหญิง

Comedian = นักเเสดงตลก (มาจากคำว่า comedy =ความตลก)

Master of ceremonies (MC) = พิธีกร (ตามงานอีเวนท์)

TV show host = พิธีกรตามรายการโทรทัศน์ (Host = เจ้าภาพ)

Photographer = ตากล้อง (ถ่ายภาพ)

Cameraman = ตากล้อง (ถ่ายวิดิโอ)

Customer = ลูกค้า (ซื้อสินค้า)

Client = ลูกค้า (ใช้บริการ)

Writer = นักเขียน

Author = นักเขียนเจ้าของผลงาน

Translator = นักเเปล, ล่าม (แปลภาษาทุกอย่าง)

Interpreter = ล่าม (เป็นเฉพาะล่าม)

employee = ลูกจ้าง

employer = นายจ้าง

ฺBusinessman = นักธุรกิจ (ชาย)

Businesswoman = นักธุรกิจ (หญิง)

Business owner = เจ้าของธุรกิจ

entrepreneur = เจ้าของกิจการ

Freelance = คนที่ทำงานอิสระ

self-employed = คนที่ทำงานอิสระ

Unemployed = คนว่างงาน

Waiter = พนักงานเสร์ฟชาย

Waitress = พนักงานเสร์ฟหญิง

Busboy = บริกรชาย (เจ็บจาน เก็บโต๊ะ)

Bus conductor = กระเป๋ารถเมล์

Music Conductor = วาทยกร

Cook = พ่อครัว (ลูกน้องเชฟ)

Chef = หัวหน้าพ่อครัว

Dishwasher = พนักงานล้างจาน

Maid, Housekeeper = เเม่บ้าน (รับจ้าง)

Housewife = เเม่บ้าน (ภรรยา)

Janitor, Cleaner = ภารโรง, พนักงานทำความสะอาด

Policeman, Police office, Cop = ตำรวจ

fireman, firefighter = พนักงานดับเพลิง

Soldier = ทหาร

Security guard = รปภ.

Nanny, babysitter = พี่เลี้ยงเด็ก (ฺBaby sister = น้องสาวคนสุดท้อง)

Teller = พนักงานรับฝาก-ถอน ในธนาคาร

(เเถมค่ะ ATM : Automatic teller machine)

Banker = นายธนาคาร

Investor = นักลงทุน

Accountant = พนักงานบัญชี (Accounting = เเผนกบัญชี)

Auditor = ผู้ตรวจสอบ

Sale representative = ตัวเเทนขาย

Vendor = ผู้จำหน่าย

Fruit vendor = พ่อค้า, เเม่ค้าขายผลไม้ (ตามท้องถนนทั่วไป)

Drink vendor = พ่อค้า, เเม่ค้าขายเครื่องดื่ม (ตามท้องถนนทั่วไป)

Street vendor = พ่อค้า, เเม่ค้าขายของข้างถนน

carpenter = ช่างไม้

Painter = ช่างทาสี, จิตรกร

Plumber = ช่างปะปา

Electrician = ช่างไฟ

Worker, Construction worker = ช่างก่อสร้าง

Architect = สถาปนิก (Architecture = สถาปัตยกรรม)

Engineer = วิศวกร (Engine = เครื่องยนต์)

Mechanic = ช่างซ่อมเครื่องยนต์






วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เอาที่สบายใจเเล้วกัน ภาษาอังกฤษ



"เอาที่สบายใจเเล้วกัน" หลายคนคงเคยได้ยินคำๆ นี้ ซึ่งก็เรียกได้ว่าเป้นคำพูดยอดฮิตในโลกโซเชียลเลยก็ว่าได้ เเต่เอ๊ะ เเล้วถ้าเราอยากจะพูดคำว่า"เอาที่สบายใจเเล้วกัน" ภาษาอังกฤษเราจะพูดอย่างไรดี
มาดูกันเลยค่ะ

Whatever floats your boat. คุณจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ

Whatever you want. ทำตามที่คุณต้องการเถอะ

Whatever you like. ทำอย่างที่คุณชอบเถอะ

Whatever you think is best. อะไรก็ได้ที่คุณคิดว่าดีสำหรับคุณ

Whatever suits you best.

Whatever pleases you. ทำอะไรก็ได้ที่คุณพอใจ

Whatever you feel like doing. ทำตามที่คุณอยากจะทำเถอะ

It's up to you. ก็เเล้วเเต่ขึ้น, ตามใจคุณ

Do as you please. ทำตามที่คุณพอใจ

Do as you will. I won't get in your way. ทำตามที่คุณอยากจะทำ ฉันจะไม่ขัดขวางคุณ

Suit yourself. ระวังนะคะ คำๆ นี้จะมีความหมายในเเง่ลบ เช่น ถ้าคุณเสนออะไรบางอย่างไป เเล้วไม่ได้รับการยอมรับ หรือปฏิเสธ คุณก็อาจพูดคำว่า Suit yourself. (แปลว่า เอาเถอะ, ช่างมันเถอะ)




วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีการใช้ TO



หลายๆ คนอาจจะเคยสับสนหรือคงจะสงสัยนะคะว่า เวลาที่เราจะพูดภาษาอังกฤษสักประโยคหนึ่ง เราจะใช้ TO ในประโยคไหนได้บ้าง เรามาติดตามอ่านบทความด้านล่างนี้กันเลยค่ะ

1. การใช้ To ในคำบุพบท


TO จะใช้ในความหมายที่เเปลว่า "ไปถึง" ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังที่หนึ่ง เช่น

I walked to my home. ฉันเดินไปถึงบ้าน
I walked to my office ฉันเดินไปถึงออฟฟิศ


To ใช้ในการบอกทาง เช่น ทางซ้าย ทางขวา เป็นต้น

I walked to the left. ฉันเดินไปทางซ้าย
I walked to the right. ฉันเดินไปทางขวา


To ใช้ในความหมายที่เเปลว่า "ถึง" เช่น

My hair goes down to my waist หรือ
My hair come down to my waist. ผมของฉันยาวมาจนถึงเอว


To ใช้กับช่วงของเวลา หรือตัวเลข เช่น

I think that girl is probably twenty-five to thirty. ฉันคิดว่าผู้หญิงคนนั้นอายุประมาณ 25 ถึง 30 ปี


To ใช้ในความหมายที่เเปลว่า "ให้เเก่, ให้กับ" เช่น

I'm gonna give this to you. ฉันมอบสิ่งนี้ให้เเก่คุณ
I want to give this to you. ฉันมอบสิ่งนี้ให้เเก่คุณ


To ใช้ในความหมายที่เเปลว่า "ติด, เเนบ (สนิท)" อยู่กับอะไร
สักอย่าง มีความหมายเหมือนกันกับคำว่า Attached to เช่น

I'm stuck to my chair. ฉันติดอยู่กับเก้าอี้
My hand is stuck to my leg. มือของฉันติดอยู่กับขาของฉัน


To ใช้ในความหมายที่เเปลว่า "ต่อ, สำหรับ" เช่น
It's important to me. มันสำคัญต่อ/สำหรับฉันมาก
It's a threat to me. มันคุกคามต่อฉัน


2. การใช้ To ที่เป็น Infinitive
Infinitive คือ กริยาช่อง 1 มี To นำหน้า เช่น To do, To be, To have, To walk, To go etc.

หากใช้ To นำหน้าคำนาม คำๆ นั้นจะไม่ใช่ Infinitive เเต่จะกลายเป็น วลี เเทน เช่น To school, To Bangkok, To my town etc.

To ใช้วางระหว่างกริยา เช่น

I managed to do what I want to do. ฉันสามารถทำในสิ่งที่ฉันต้องการได้
managed to do จะมีคำว่า managed กับ do เป็นกริยา
want to do จะมีคำว่า want กับ do เป็นกริยา

TO ใช้วางตามหลังคำคุณศัพท์ (adjective) เช่น

I'm sorry to hear that. ฉันเสียใจที่ได้ยินอย่างนั้น
sorry เป็น คำคุณศัพท์ (adjective)

TO วางหน้า Infinitive ที่มาตามหลัง verb to be (is, am, are, was, were) และ Verb to have ในกรณีที่เป็นการเเสดวคำสั่ง, ร้องขอให้ทำ หรือเป็นภาระกิจที่พึงกระทำ เช่น

He is to go back now. เขาควรจะกลับมาเดี๋ยวนี้
I'm to start my work once. ผมจะเริ่มงานของผมทันที

TO วางหน้ากริยา เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานของกริยาในประโยค เช่น

To swim is a good exercise. การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี
To act like that is childish. การกระทำเช่นนั้นเหมือนกับเด็ก
To tell you the truth. บอกคุณตามความจริง

การใช้ To ในรูป Infinitive มีหลักการค่อนข้างที่จะเยอะมาก ลองไปศึกษา ค้นคว้ารายละเอียดเพิ่มเติมดูนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การใช้ Verb to be

การใช้ Verb to be 
is, am, are, was, were

1. ถ้าเป็นกริยาหลักในประโยค จะมีความหมายว่า "เป็น, อยู่, คือ"
เช่น He is a doctor, She is a teacher

2. ใช้กับคำนามเเละคำสรรพนาม เช่น 
Jack and Jill are cousins 
Jack and Jill  ทำหน้าที่เป็นคำนาม

3. ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์ (Adjective) เพื่อบอกคุณลักษณะของคำนาม 
เช่น People in the hall are friendly. 
 friendly. เป็นคำคุณศัพท์

4. ใช้นำหน้า Prepositions (คำบุพบท) เพื่อบ่งออกตำแหน่ง
เช่น The red bag is on the floor. 
on เป็นคำบุพบท

5. ใช้เป็นกิริยาช่วยในประโยค Continuous Tense จะมีความหมายว่า "กำลัง" เเล้วตามด้วย V-ing 
เช่น They are ridding their bicycles.

6. จะใช้กับประโยค Passive voice คือการนำกรรม (สิ่งที่ถูกกระทำ) ขึ้นมาเป็นประธานของประโยค จะมีความหมายว่า "ถูก...."
เช่น Thai language is spoken in Thailand.

ประโยคที่ประธานเป็นเอกพจน์ ใช้ Is 
# ประโยคบอกเล่า Sub + is
เช่น He is a doctor, She is going to the Canada.

# ประโยคปฏิเสธ Sub + is not 
เช่น He is not a doctor, She is not going to the Canada.

# ประโยคคำถาม ให้นำ Is มาวางด้านหน้าประธาน เเละใส่เครื่องหมายคำถามท้ายประโยค (?)
เช่น Is he a doctor?, Is she going to the Canada.?

ประโยคที่ประธานเป็นพหูพจน์ ใช้ Are 
# ประโยคบอกเล่า Sub + are
เช่น You, We, They
You are a doctor, We are a teacher, They are student

# ประโยคปฏิเสธ Sub + are not 
เช่น You are not a doctor, We are not a teacher, 
They are not student

# ประโยคคำถาม ให้นำ Are มาวางด้านหน้าประธาน เเละใส่เครื่องหมายคำถามท้ายประโยค (?)
เช่น Are you a doctor?, Are wa teacher?, Are they student?

ประโยคเป็น I ใช้ Am
# ประโยคบอกเล่า I am a teacher.
# ประโยคปฏิเสธ I am not a doctor.
# ประโยคคำถาม  Am I a doctor.

Verb to be ในรูป อดีต
Is/Am  เปลี่ยนเป็น Was
Are   เปลี่ยนเป็น    Were
วิธีการใช้ ใช้เหมือนกันกับ is, am, are เเต่เปลี่ยนเป็นรูปของอดีต